
“ต้อหิน” เป็นโรคทางตาที่พบได้บ่อย ซึ่งอันตรายของการเป็นต้อหิน คือส่งผลต่อเส้นประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษา และพบมากในผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอายุน้อยก็สามารถเป็นได้เช่นกัน การรักษาต้อหินแบบถูกต้องตามอาการ จึงจะช่วยลดแรงดันในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายได้ ในปัจจุบัน แนวทางการรักษา นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหยอดตา การทำเซอร์ ไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งแต่ละวิธีก็จะขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงชนิดของต้อหิน
3 วิธีการรักษาต้อหินแบบถูกต้องตามอาการ
หลักการของการรักษา จะมีจุดประสงค์คือเพื่อชะลอขั้วประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย หรือเสื่อมสภาพได้ช้ามากที่สุด โดยแนวทางการรักษาต้อหินแบบนี้เรียกว่า “การลดความดันลูกตา” ซึ่งในปัจจุบันสามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่
1. การใช้ยาหยอดตา
ยาหยอดตาสำหรับอาการต้อหินมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ยาที่แพทย์เลือกใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ความรุนแรงของโรค และความเหมาะสมกับผู้ป่วย ตัวอย่างยาหยอดตาที่ใช้ ได้แก่
- กลุ่มยาลดความดันลูกตา : ยากลุ่มนี้จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา ทำให้ความดันลูกตาลดลง ตัวอย่าง ได้แก่ ไทโมโลล (Timolol), เบแทนิดีน (Betaxolol), โดโซลาไมด์ (Dorzolamide), บรินโซลาไมด์ (Brinzolamide) โดยวิธีใช้คือหยอดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แต่ยากลุ่มนี้อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดัน และหอบหืด
- กลุ่มยาที่ช่วยเพิ่มการระบายน้ำออกจากลูกตา : ยากลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มการระบายน้ำออกจากลูกตา ทำให้ความดันลูกตาลดลง ตัวอย่าง ได้แก่ ไพรโลคาร์พิน (Pilocarpine), เอพิเนฟริน (Epinephrine), ไบมาโตโพรสต์ (Bimatoprost) และ ทาฟลูพรอสต์ (Tafluprost)
- กลุ่มยาที่รวมเอายา 2 ชนิดไว้ในขวดเดียวกัน : ยากลุ่มนี้จะรวมเอายาลดความดันลูกตาและยาที่ช่วยเพิ่มการระบายน้ำออกจากลูกตา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยอดตา
2. การทำเลเซอร์
การรักษาต้อหินด้วยการทำเลเซอร์ เหมาะสำหรับการรักษามุมเปิด โดยช่วยเปิดทางระบายน้ำตา ทำให้แรงดันในลูกตาลดลง และมักจะรักษาควบคู่กันไปกับการใช้ยาหยอดตา ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น
3. การผ่าตัดต้อหิน
การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ โดยมีหลายเทคนิคด้วยกัน แต่จะเน้นไปที่การลดความดันในลูกตาและระบายน้ำภายในลูกตาออกมา
เลือกรักษาต้อหินแบบไหนดี ?
สำหรับแนวทางการรักษา จักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ชนิดของต้อหิน เพราะมีทั้งต้อหินมุมปิดและต้อหินมุมเปิด
- ระดับความรุนแรงของโรคและความเสียหายของเส้นประสาทตา
- สภาพร่างกายของผู้ป่วย ประวัติการรักษา โรคประจำตัว และการรับประทานยา
ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาต้อหิน
- ควรพบจักษุแพทย์เป็นประจำ ซึ่งแพทย์จะตรวจวัดความดันลูกตา ประเมินความเสียหายของเส้นประสาทตา และติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด
- ใช้ยารักษาต้อหินตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาเอง ควรแจ้งแพทย์หากมีอาการข้างเคียง
- ดูแลสุขภาพโดยรวมให้ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนไม่เพียงพอ
ปัจจุบัน การรักษาต้อหินมีหลายวิธี โดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตามหลังการรักษา ผู้ป่วยควรพบจักษุแพทย์อยู่เป็นประจำ เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการดูแลตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมโรคและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต
